“การทำวิจัยในงานประจำ (R2R)” กับ “ความหมาย” ตามที่พยายามจะเข้าใจ
หลายวันมานี้ พยายามที่จะค้นหาจาก Website ทั้งในและต่างประเทศ เช่น Gotoknow.org กรมพัฒนาชุมชน หน่วยงานสถานศึกษา สถาบันวิจัยต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ (ตาม link นี้) เมื่ออ่านผ่านแบบเร็ว ๆ ก็พบว่าเรื่องการทำวิจัยในงานประจำ (Routine to Research: R2R) นี้มีการดำเนินการอยู่แล้วในหลาย ๆ ภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ ชื่อเรียกจึงเป็นการเจตนาที่จะแยกกลุ่มเพื่อความง่ายในการจัดการสนับสนุนและส่งเสริมให้ขยายไปสู่สังคมอย่างมีทิศทาง มีประสิทธิภาพ และมีความคุ้มค่ามากว่าอย่างอื่นอย่างแน่นอน
จากข้อมูลข้างต้นที่พอสรุปได้ รวมถึงใช้การพูดคุยสอบถาม และแลกเปลี่ยนกับผู้คนรอบข้างที่มีประสบการณ์ในการทำวิจัยในงานประจำ (R2R) มาแล้ว เช่นทีมคุณอำนวยเครือข่ายภาคใต้ [KFC(oP)-South] ทีมงาน ศวพถ. นักเรียนโรงเรียนคุณอำนวยเมืองคอน ทีมงานเครือข่ายหน่วยบริการสุขภาพ (CUP) ทับปุด จ.พังงา เครือข่ายหมออนามัยภาคใต้ เครือข่ายพยาบาลชุมชนภาคใต้ และอีกหลาย ๆ ท่าน ในจำนวนหลาย ๆ ท่านที่กล่าวถึง ได้พิจารณาแล้วพบว่ามี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่รู้ว่าตัวว่างานวิจัยที่ทำเป็น R2R เพราะร่วมรับรู้ คิด และช่วยกันทำกันมาแต่ต้น และกลุ่มที่รับรู้เป็นเพียงการทำวิจัย ไม่ได้รับรู้เรื่องการทำ R2R มาก่อน และเขาเหล่านั้นถือว่าการทำวิจัยในงานประจำก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำวิจัยอยู่แล้ว ที่สำคัญเกือบทุกคนมีคำตอบว่าทำไปทำไม? คล้ายกันว่า เพื่อตอบสนองต่อคำตอบที่ยังเป็นปัญหาจากการทำงานประจำว่าจะทำอย่างไรต่อได้บ้าง จะแก้ไขหรือพัฒนาไปอย่างไรดี จนเกิดเป็นคำถามวิจัย (อ่านรายละเอียดเรื่องปัญหาวิจัยและปัญหาทั่วไปที่นี่ คลิ๊ก) และตัดสินใจค้นหาคำตอบนั้น โดยเลือกใช้การวิจัยแบบง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อนมากนักมาเป็นเครื่องมือ และจะมุ่งหวังไปที่การพัฒนางานประจำ หรือหน้างานของตัวเองเป็นหลักใหญ่ ไม่ใช่การตีพิมพ์ หรือเผยแพร่ แต่หากถ้าทำได้ก็จะดี มีบ้างที่ตอบว่าทำเพื่อส่งผลงานทางวิชาการในการเลื่อนระดับ (อวช.)
เมื่อต่อการค้นหาคำตอบจากคำถามว่า “เงื่อนไขของ R2R” หากจะเป็น R2R ต้องมีอะไรบ้าง ก็ได้คำตอบในเบื้องต้น (ยังไม่น่าจะครอบคลุมทั้งหมด) เช่น
1. ต้องเริ่มต้นจากปัญหา/คำถามวิจัยที่ได้จากหน้างาน หรืองานประจำที่ตนเองทำและรับผิดชอบดำเนินการอยู่
2. ต้องเป็นการวิจัยจริง ๆ ที่มีความน่าเชื่อถือ
3. ต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหา/พัฒนา/ต่อยอด/ขยายผล งานที่ทำอยู่อย่างไร
4. ไม่ควรจะเน้นที่งบประมาณในการดำเนินการเป็นการเฉพาะมากนัก ควรใช้โอกาสและงบประมาณที่ใช้ทำงานประจำอยู่แล้ว
5. ต้องเริ่มต้นที่ใจอยากทำ มีทัศนคติที่ดีต่อการทำวิจัย ไม่ควรจะใช้วิธีการบังคับให้ทำ
6. ควรจะเห็นวิธีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองและทีมงานในกระบวนการทำ R2R
7. ต้องไม่รู้สึกว่าเป็นภาระงานที่เพิ่มขึ้น
8. ต้องพิจารณาที่ “งานประจำ” เป็นหลัก เพราะแต่ละคนที่ทำ R2R ทำงานต่างตำแหน่ง บทบาท หน้าที่ หรือ ต่างบริบทกัน การจะนำแต่ตัวงานวิจัยมาพิจารณาจะทำไม่ได้ว่าอะไรเป็นวิจัยในงานประจำหรือเป็นวิจัยทั่ว ๆ ไป
9. การทำวิจัยในงานประจำน่าจะเป็นการคิดแบบ initiation, creation หรือ innovation
10. …
กล่าวโดยสรุปการทำวิจัยในงานประจำ (R2R: Routine to Research) จึงหมายถึงกระบวนการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ของผู้ปฏิบัติงานประจำในการแก้ไขปัญหาและยกระดับการพัฒนางานที่รับผิดชอบดำเนินการอยู่ตามปกติ โดยจะมีผลลัพธ์เป็นการพัฒนาตนเองและเพื่อนผู้ร่วมงาน อันจะส่งผลกระทบในการบรรลุเป้าประสงค์สูงสุดขององค์กรนั้น
จากข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่พอจะสรุปได้ในตอนนี้เท่านั้น บันทึกมาเพื่อขอเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยครับ (อ่านเพิ่มเติมที่ http://gotoknow.org/blog/tri-paki/167244)




งานประจำเป็นวิจัยใครทำได้โดยไม่คิดว่าเป็นภาระ นับว่าสุดยอดของคนทำงาน เพราะเป็นเรื่องดีสุดสุด ที่พัฒนางาน แต่ปัญหาที่พบในคนทำงานคือความกลัว “คำว่าวิจัย” มันทำให้คนเราคิดไปถึงเรื่องความยุ่งยาก มากด้วยขั้นตอน กว่าจะทำได้ต้องผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้ ถ้ามีใครสามารถพูดให้คนทำงานคิดพัฒนางานด้วยการเขียนทบทวนเรื่องราวได้จะเป็นเรื่องประเสริฐสุด ดังนี้ชายขอบกำลังทำอยู่ คิดว่าพอเข้าใจ ทำได้เมื่อไหร่แล้วขออนุญาตเผยแพร่ต่อ ขอบคุณที่ชี้แนะ