กระบวนทัศน์ใหม่: ไตรภาคีร่วมพัฒนาสุขภาพชุมชน (1)

 กระบวนทัศน์ใหม่ตามแนวทางไตรภาคีร่วมพัฒนาสุขภาพชุมชน

กระบวนทัศน์ใหม่ตามแนวทางไตรภาคีร่วมพัฒนาสุขภาพชุมชน
“เสริมสมรรถนะทีมคุณอำนวยในการจัดการความรู้ชุมชน
(Knowledge Facilitators Team: KFsT-Community Base)”

แนวคิดและหลักการ:

     สุขภาพคือชีวิตทั้งชีวิต โดยไม่แยกส่วนกันไม่ว่าจะเป็นเชิงกายภาพที่เห็นเป็นร่างกาย (Physical dimension) ความรู้สึกนึกคิดที่เป็นส่วนจิตใจ (Psychological dimension) การที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้าง เพื่อการดำเนินไปของชีวิต ซึ่งเป็นเชิงสังคม (Social dimension) รวมถึงการใช้วิจารณญาณ ใช้ความรู้ และปัญญา (Spiritual dimension) ในการพิจารณาเพื่อรับและปรับตัวโดยไม่ไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นให้เป็นทุกข์ บนพื้นฐานของการมีคุณธรรม (Merit) และจริยธรรม (Ethic) อันเป็นเครื่องมือประคองชีวิตแต่ละชีวิตทั้งหมดร่วมกัน เพื่อไปสู่สภาพที่เป็นสุขที่สุดของชีวิต หรือสุขภาวะ (Well-being) ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการมีสุขภาพดี (Healthy) เท่านั้น แต่ต้องเป็นการมีชีวิตทั้งชีวิตที่อยู่ดีมีสุขด้วย

     การมีสุขภาพดีเป็นเป้าประสงค์ (Goal) สำคัญก่อนที่จะถึงเป้าประสงค์สูงสุด (Ultimate Goal) คือสุขภาวะ ซึ่งสุขภาพจะดีได้ต้องประกอบด้วยปัจจัยกำหนด (Health Determinants) 4 ประการ คือ พันธุกรรม (Heredity) สิ่งแวดล้อม (Environment) แบบแผนการดำเนินชีวิต (Lifestyle) และบริการสุขภาพ (Health Care Service) จากปัจจัยกำหนดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ใครฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ หรือรับภาระในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการมีสุขภาพดี ทั้งในระดับบุคคลแต่ละคน (Individual) หรือกลุ่มคน (Node) ตลอดจนเครือข่ายคนที่เป็นเชิงสังคม (Network) นอกจากจะต้องช่วยกันเพื่อยกระดับสุขภาพให้ไปถึงเป้าหมายของการมีสุขภาพดีร่วมกัน โดยถือว่าเป็นหน้าที่ต่อตัวเองของคนทุกคนที่จะต้องพัฒนาสุขภาพทั้งของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สำหรับบุคลากรทางด้านสาธารณสุขนั้น นอกจากต้องรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชนในฐานะสมาชิกแล้ว ก็จะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบตามบทบาทกำหนดคือการเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมให้คนได้ทำหน้าที่ดังกล่าวด้วย

     การจัดการเพื่อดูแลและพัฒนาสุขภาพ สามารถแบ่งเป็นระดับก็จะได้ 3 ระดับ คือ การจัดการด้วยตนเอง (Self Health Care) การช่วยกันจัดการในระดับกลุ่มและชุมชน (Community Health Care) และการจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญหรือการดูแลพิเศษเฉพาะ (Specail Health Care) ซึ่งเห็นได้ชัดขึ้นว่าบุคลากรสาธารณสุขในฐานะผู้มีบทบาทตามปัจจัยกำหนดด้านสุขภาพ คือการจัดบริการสุขภาพที่เป็นส่วนใหญ่นั้น จะต้องจัดการโดยช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมให้คนตัวแลตัวเอง และช่วยเหลือกันเองได้ เพื่อสกัดไม่ให้เขาเหล่านั้นต้องเกิดทุกขภาวะขึ้นก่อนจากการเจ็บป่วย (Illness) แล้วต้องไปรับบริการจากผู้เชี่ยวชาญหรือการดูแลพิเศษเฉพาะโดยไม่จำเป็นทั้ง ๆ ที่สามารถป้องกันได้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นทั้งความยุ่งยาก เสียเวลา และทุกข์ทรมาณ อีกทั้งยังไม่เป็นการประหยัดค่าใช่จ่ายทั้งส่วนตัวและในภาพรวมของประเทศด้วย

     สำหรับกลไกการจัดการเพื่อการจัดบริการสุขภาพ โดยการช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมให้คนดูแลตัวเอง และช่วยเหลือกันเองได้นั้น ได้ระบุไว้ใน “การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพชุมชนเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติจริงที่เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ภาคใต้” ซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน พร้อมทั้งภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันประชุมหารือและสรุปไว้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 คือการแปลงยุทธศาสตร์เชิงนโยบายจาก  1.) การเสริมสร้างพลังใจ 2.) การปรับบทบาทบุคลากรแกนนำ 3.) ปรับบทบาทคนในพื้นที่ 4.) การสร้างระบบสนับสนุนที่ดี  และ 5.) การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กรและบุคคล ไปสู่การยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการ (กลยุทธ์ปฏิบัติการ) คือการใช้การจัดการความรู้ (KM: Knowledge Management) รูปแบบต่าง ๆ เป็นเครื่องมือ (Means) ดึงทุนเดิม เช่นภูมิปัญญา ศักยภาพและความมั่นใจของคน และภาคีที่เกี่ยวข้อง ความรู้ความเชี่ยวชาญของคนทำงานในชุมชนทั้งภาคประชาชน บุคลากรภาครัฐ และส่วนท้องถิ่น กลับมาร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมประเมินผล และร่วมกันรับผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ โดยที่จะต้องค้นหาและรวบรวมกลุ่มคนที่มีความสุขเชิงจิตวิญญาณแล้ว ซึ่งจะมีอยู่เพียงบางส่วนและเป็นส่วนน้อยในสังคม มาเป็นคนต้นแบบ เดินรื่อง และขยายผลให้ ทั้งนี้มีข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นจำนวนมากที่สรุปผลสำเร็จของการนำเครื่องนี้การจัดการความรู้ชุมชนไปใช้แล้วเกิดผลที่ทำให้คนได้กลับมานึกย้อยทุนเดิมของตนเอง และภาคภูมิใจกับการใช้ศักยภาพ และปัญญาของตนเองในการแก้ไขปัญหา รวมถึงพัฒนาชุมชน ที่หมายรวมถึงครอบครัวและตนเองด้วย

     กลุ่มคนที่มีความสุขเชิงจิตวิญญาณคือ กลุ่มบุคคลที่เป็นผู้ที่มีความหลุดพ้นจากตัวเอง (Self transcending) แล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากผลงานเชิงประจักษ์ที่เขาได้ดำเนินการในช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่เขาเหล่านั้นได้ดำเนินงานด้วยความเชื่อมั่นศรัทธา มีการปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม ด้วยความมีเมตตา กรุณา ไม่เห็นแก่ตัว มีความเสียสละ และยินดีในการที่ได้มองเห็นความสุข หรือความสําเร็จของบุคคลอื่น มาเป็นต้นแบบเพื่อต่อยอดและขยายผลในวงกว้างต่อไป ซึ่งการฝึกและเพิ่มทักษะให้เขาเหล่านี้ปรับเปลี่ยนตัวเองจากเดิมที่เคยเป็นคุณกิจ (KP: Knowledge Practitioner) เพียงอย่างเดียว มาเป็นนักจัดการชุมชน หรือที่เรียกว่า คุณอำนวยในการจัดการความรู้ชุมชน (Knowledge Facilitators Team: KFsT-Community Base) ย่อมเป็นหนทางที่มองเห็นความสำเร็จโดยมีเป้าหมายคือ การขยายผลให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือเป็นชุมชนนักปฏิบัติ (CoP: Community of Practitioner) ในการช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมให้คนตัวแลตัวเอง และช่วยเหลือกันเองได้ในที่สุด ทั้งนี้ในหลักการของการฝึกปฏิบัติมีขั้นตอนที่สำคัญ 3 ขั้นตอน คือ 1.) การปรับกระบวนทัศน์ 2.) ทักษะการทำหน้าที่เป็นคุณคุณอำนวยในการจัดการความรู้ชุมชน และ 3.) ทักษะการสร้างเครือข่ายงาน โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้

 

     (ยังมีตอนต่อไป)

~ โดย ชายขอบ บน ตุลาคม 6, 2007.

2 Responses to “กระบวนทัศน์ใหม่: ไตรภาคีร่วมพัฒนาสุขภาพชุมชน (1)”

  1. [...] ตอนก่อนหน้า แนวคิดและหลักการ: [...]

  2. [...] แนวคิดและหลักการ:, [...]

Leave a Reply