
แปลและเรียบเรียงจากบทความ “The neurobiology of trust” ผู้ประพันธ์ Paul J. Zak จากนิตยสาร Scientific American ฉบับเดือนมิถุนายน ค.ศ.2008 โดย จิตสุภา ตรีทิพย์สถิตย์ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก น่าสนใจในหลาย ๆ ประเด็นที่คิดว่าสมควรอย่างยิ่งที่จะต่อยอดจนเกิดประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง จึงขอนำมาเผยแพร่เพื่อผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป
ประเด็นสำคัญ
ความเชื่อใจ (Trust) มีความสำคัญต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันของคนในสังคม ในการหาคำตอบของปัญหาที่ว่ามนุษย์ใช้กลไกใดในการตัดสินใจเพื่อสร้างความไว้วางใจต่อคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักหรือหุ้นส่วนสำคัญทางธุรกิจ สามารถทำได้โดยอาศัยรูปแบบการทดลองที่เรียกว่า “trust game” จากการทดลองดังกล่าว พบว่า ฮอร์โมน และสารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า oxytocin มีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อใจ โดยทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทที่กระตุ้นให้เกิดความเชื่อใจเมื่อบุคคลรับรู้ว่าคนแปลกหน้าที่พบไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตน ความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับหน้าที่ของ oxytocin และปฏิสัมพันธ์ของสารดังกล่าวกับสารสื่อประสาทสำคัญอื่นๆ อาจนำไปสู่ความเข้าใจถึงสาเหตุและกลไกของการเกิดโรคหลายชนิดซึ่งผู้ป่วยมีความผิดปกติในการเข้าสังคม เช่น โรคออทิซึ่ม (autism) สังคมมนุษย์มีความแตกต่างอย่างมากจากสังคมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น เนื่องจาก มนุษย์เราจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนมากหน้าหลายตาอยู่เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตประจำวันอยู่กับคนแปลกหน้า
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้ริเริ่มทำการค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงานของสมองที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดความเชื่อใจ จากการต่อยอดงานวิจัยก่อนหน้านี้ ทำให้ผู้ประพันธ์ (Paul J. Zak) และคณะค้นพบว่า สารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า oxytocin มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจของมนุษย์ โดยการค้นพบดังกล่าวอาจเป็นกุญแจนำไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางการรักษาโรค หรือความผิดปกติหลายชนิดที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมตามปกติได้
การค้นหาความเชื่อใจ (Searching for trust)
จุดเริ่มต้นของการวิจัยครั้งนี้เริ่มมาจากงานวิจัยของ Stephen Knack นักเศรษฐศาสตร์จากกลุ่มวิจัยเพื่อการพัฒนา ธนาคารโลก (World Bank’s Developmental Research Group) และผู้ประพันธ์ (Paul J. Zak) ที่ทำในปีค.ศ. 1998 เพื่อหาสาเหตุของความแตกต่างในการสร้างความเชื่อใจในกลุ่มคนชนชาติต่างๆ ผลจากงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า ตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อใจ คือ ความมั่งคั่งของแต่ละชาติ โดยชนชาติที่มีแนวโน้มที่จะแสดงความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจมักเป็นชาติที่มีฐานะทางเศรษฐกิจยากจน สาเหตุอาจเนื่องมาจาก เมื่อขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกันแล้ว ทำให้กลุ่มคนนั้นๆไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์เพื่อสร้างระบบการลงทุนระยะยาว ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างงานและเพิ่มรายได้ และท้ายสุดจะลงท้ายด้วยความยากจนจากผลการวิจัยดังกล่าว ทำให้ผู้ประพันธ์สนใจศึกษาเพิ่มเติมถึงสาเหตุและตัวแปรสำคัญอื่นๆที่อาจมีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อใจของบุคคล นอกจากนี้ ผู้ประพันธ์ยังเชื่อว่า การค้นพบข้อมูลดังกล่าวอาจนำไปสู่การออกแบบระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเอื้อต่อการเกิดความเชื่อใจระหว่างบุคคล และลดความยากจนได้
การวิจัยในสัตว์ทดลอง ชี้ให้เห็นว่า สาร oxytocin น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเกิดพฤติกรรมที่เป็นผลจากความเชื่อใจในกลุ่มสัตว์ทดลอง โดยสารดังกล่าวจัดเป็นสารสื่อประสาทในกลุ่มสายโปรตีนขนาดสั้น (short protein) หรือ เปปไทด์ (peptide) ซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนเพียง 9 ตัว ที่สร้างจากสมอง นอกจากนี้ สาร Oxytocin ยังอาจถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปมีผลต่ออวัยวะอื่นๆ หรืออาจกล่าวได้ว่าทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งได้ ณ ปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่า ในมนุษย์ สาร oxytocin มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการหลั่งน้ำนมและการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร อย่างไรก็ตาม การติดตามเพื่อตรวจสอบผลรองด้านอื่นๆของ oxytocin ยังไม่สามารถทำได้อย่างแม่นยำ เนื่องจาก ปริมาณของ Oxytocin ในกระแสเลือดมีปริมาณน้อยมากและสารดังกล่าวมีการสลายตัวอย่างรวดเร็วนักชีววิทยาที่ศึกษาเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการ ค้นพบสาร vasotocin ในปลาที่อาศัยอยู่ในยุคโบราณเมื่อ 100 ล้านปีก่อน โดยสารดังกล่าวมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดการผสมพันธุ์ เนื่องจาก ไปออกฤทธิ์ช่วยลดความตื่นกลัวของปลาตัวเมียต่อการเข้าประชิดของปลาตัวผู้ในช่วงที่มีการตกไข่ ซึ่งจากปรากฏการณ์นี้เอง ทำให้นักชีววิทยาตั้งสมมติฐานว่า การที่กลไกที่ช่วยลดความตื่นกลัวของปลาตัวเมียในช่วงที่มีการตกไข่ มีวิวัฒนาการมากขึ้น อาจเป็นผลมาจากประโยชน์ที่ได้รับจากการผสมพันธุ์นั้นมีมากกว่าอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ปลาตัวอื่นเข้ามาประชิดตัว
ในส่วนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สาร vasotocin มีวิวัฒนาการไปเป็นสารเปปไทด์ที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกัน 2 ชนิด ได้แก่ oxytocin และ arginine vasopressin จากการศึกษาในสัตว์ทดลองชนิดฟันแทะ (rodents) หลายการศึกษา พบว่า สาร oxytocin ทำให้เกิดพฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกของสัตว์ทดลองตัวเมียนอกจากนี้ ตำแหน่งที่อยู่ของ oxytocin receptor ในสมองยัง มีผลต่อการเกิดพฤติกรรมการรวมกลุ่มและการสนใจดูแลลูกของสัตว์ทดลองตัวผู้อีกด้วย
เกมทดสอบความเชื่อใจ (The trust game)
ในการทดสอบพฤติกรรมที่เกิดจากความเชื่อใจในมนุษย์ สามารถทำได้โดยอาศัยรูปแบบการทดลองที่เรียกว่า “trust game” ซึ่งคิดค้นโดยนักเศรษฐศาสตร์เชิงการวิจัย 3 ท่าน ได้แก่ Joyce Berg จากมหาวิทยาลัย Iowa, John Dickhaut และ Kevin McCabe จากมหาวิทยาลัย Minnesota รูปแบบของการทดลองในการศึกษานี้เป็นการประยุกต์มาจาก trust game ซึ่งส่วนประกอบของการทดลองแต่ละครั้ง ประกอบด้วย อาสาสมัคร 2 คน ที่ได้รับทราบถึงกฎกติกาของการทดลองทุกประการและไม่มีการติดต่อกันแบบเผชิญหน้า นอกจากนี้ ยังมีการให้ค่าตอบแทนแก่อาสาสมัครคนละ 10 ดอลล่าห์สหรัฐฯ โดยมีการบันทึกจำนวนเงินดังกล่าวไว้ในบัญชีคอมพิวเตอร์ ในส่วนของการดำเนินงานวิจัยนั้นเป็นไปตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. อาสาสมัครหมายเลข 1 สามารถตัดสินใจได้โดยอิสระในการโอนเงินบางส่วนหรือทั้งหมดของจำนวน 10 ดอลล่าห์สหรัฐฯให้กับอาสาสมัครหมายเลข 2
2. หากมีการโอนเงินเกิดขึ้น จำนวนเงินดังกล่าวจะถูกเพิ่มมูลค่าเป็น 3 เท่าและถูกโอนไปยังบัญชีอาสาสมัครหมายเลข 2
3. การทดลองสิ้นสุดที่การตัดสินใจของอาสาสมัครหมายเลข 2 ว่าจะโอนเงินกลับคืนให้กับอาสาสมัครหมายเลข1หรือไม่
จำนวนเงินที่โอนในแต่ละขั้นตอนของการทดลองจะถูกเก็บเป็นความลับ และทันทีที่อาสาสมัครแต่ละคนได้ทำการตัดสินใจเพื่อโอนหรือไม่โอนเงิน จะมีการเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อนำไปวัดระดับสาร oxytocin ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นไปตามหลักการ ดังนี้
1. ระดับความเชื่อใจของอาสาสมัครหมายเลข 1 สามารถประเมินได้จากจำนวนเงินที่ทำการโอนให้กับอาสาสมัครหมายเลข 2
2. พฤติกรรมที่บ่งถึงความน่าไว้วางใจของอาสาสมัครหมายเลข 2 สามารถประเมินได้จากจำนวนเงินที่เขาโอนคืนให้กับอาสาสมัครหมายเลข 1
การแปลผลจากเกม (Interpreting the game)
จากการทดลองข้างต้น พบว่า ประมาณ 85% ของผู้ที่ได้รับบทบาทอาสาสมัครหมายเลข1 ตัดสินใจโอนเงินบางส่วนให้กับอาสาสมัครหมายเลข 2 ในส่วนของอาสาสมัครหมายเลข 2 นั้น พบว่า 98% ของคนกลุ่มดังกล่าวตัดสินใจโอนเงินบางส่วนคืนให้กับอาสาสมัครหมายเลข 1 นอกจากนี้ ยังมีอีกสิ่งซึ่งน่าสนใจ กล่าวคือ อาสาสมัครส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจโอนเงินให้กับคู่ทดลองอีกฝ่ายไม่สามารถอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจแสดงพฤติกรรมดังกล่าวได้
นอกเหนือจากผลการทดลองดังกล่าวแล้ว คณะวิจัยยังพบว่ามีการสร้างสาร oxytocin ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มอาสาสมัคร หมายเลข 2 ที่ได้รับโอนเงินจากคู่ทดลอง โดยระดับสาร oxytocinที่เพิ่มขึ้นมีความสัมพันธ์ที่เป็นไปในทางเดียวกันกับปริมาณเงินที่เขาได้รับ กล่าวคือ ยิ่งอาสาสมัครดังกล่าวได้รับเงินโอนจำนวนมาก ระดับสาร oxytocinที่ตรวจพบจากอาสาสมัครกลุ่มนั้นก็ยิ่งสูง ซึ่งไม่พบลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าวในกลุ่มมทดลองซึ่งได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีอย่างสุ่มโดยคณะผู้ทำการวิจัยเมื่อมองในทางกลับ กลุ่มผู้วิจัยพบว่า กลุ่มอาสาสมัครหมายเลข 2 ที่มีระดับ oxytocin ในเลือดสูงจะมีระดับความน่าไว้วางใจมาก กล่าวคือ ในกลุ่มนี้มีแนวโน้มสูงที่จะโอนเงินกลับให้อาสาสมัครหมายเลข 1 ในจำนวนที่มากกว่า ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจแปลผลได้ว่า การที่บุคคลได้รับความเชื่อใจจากบุคคลอื่นจะทำให้บุคคลนั้นมีความรู้สึกที่ดีต่อบุคคลแปลกหน้านั้น
คำอธิบายในแง่วิวัฒนาการที่เป็นไปได้ต่อผลการทดลองข้างต้น คือ มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ต้องการระยะเวลาในการเจริญเติบโตทางอารมณ์นานกว่าเผ่าพันธุ์อื่นที่มีวิวัฒนาการใกล้เคียงกัน เช่น ลิงชิมแปนซี นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาตามกฎการคัดเลือกของธรรมชาติ (natural selection) ยังพบว่า ผู้ที่มีความเชื่อใจและสามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้อื่นได้ มีแนวโน้มที่จะอยู่รอดในสังคมมากกว่า โดยลักษณะดังกล่าวอาจขยายผลไปยังความรู้สึกผูกพันกับสัตว์เลี้ยง สถานที่ หรือแม้แต่สิ่งของได้การเพิ่มความเชื่อใจโดยอาศัยอุปกรณ์เสริม (Boosting trust artificially)
จากการทดลองโดยอาศัยรูปแบบของ trust game นี้ พบว่า ปริมาณที่เพิ่มขึ้นของ oxytocin เท่านั้นที่มีผลต่อการเกิดความเชื่อใจและความน่าไว้วางใจ ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงตั้งสมมติฐานเพิ่มเติมว่า “จะเกิดอะไรขึ้นหากเราเพิ่มปริมาณ oxytocin ในร่างกายจากภายนอก” และเพื่อหาคำตอบต่อสมมติฐานดังกล่าว ผู้ประพันธ์ (Paul J. Zak) และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัย Zurich ซึ่งนำโดยนักเศรษฐศาสตร์ Ernst Fehr จึงได้ทำการทดลองเพิ่มเติม โดยให้อาสาสมัครชาย 200 คน สูดดมสาร oxytocin ทางจมูก (เพื่อให้ตัวยาเข้าสู่สมองโดยตรง) และเปรียบเทียบพฤติกรรมที่เกิดในกลุ่มดังกล่าวกับ อาสาสมัครอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้รับสาร oxytocinจากการศึกษาเพิ่มเติมข้างต้น พบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ได้สูดดมสาร oxytocin มีแนวโน้มที่จะโอนเงินให้กับคู่ทดลองของตนเป็นจำนวนมากกว่ากลุ่มควบคุมถึง 17 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ การเพิ่มขนาดของสาร oxytocin เป็น 2 เท่า จะมีผลให้เกิดพฤติกรรมที่แสดงถึงความเชื่อใจในระดับสูงสุด กล่าวคือ มีการโอนเงินทั้งหมดให้กับคู่ทดลองของตน ซึ่งจากผลข้างต้น อาจสรุปได้ว่า การเพิ่มขึ้นของสาร oxytocinในสมองมีผลต่อการลดความกังวลที่เกิดตามธรรมชาติของบุคคลต่อบุคคลแปลกหน้า อย่างไรก็ตาม ข้อน่าสังเกตอีกอย่างจากการทดลองนี้คือ การไม่พบพฤติกรรมที่แสดงถึงความเชื่อใจในอาสาสมัครที่ได้รับสาร oxytocin ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของระดับ oxytocin ยังไม่สามารถมีอิทธิพลเหนือความหวาดระแวงต่อคนแปลกหน้าในคนบางกลุ่มได้
ทางกลุ่มผู้วิจัยได้ออกมาชี้แจงว่า การเพิ่มปริมาณ oxytocin ในร่างกายจากภายนอก เช่น จากการสูดดม ไม่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความเชื่อใจในระดับที่มากกว่าในภาวะปกติ กล่าวคือ การได้รับสารใจและกระทำตามที่ผู้อื่นสั่งได้โดยไม่มีการยั้งคิด นอกจากนี้ การหวังที่จะเพิ่มปริมาณ oxytocin ในร่างกาย โดยอาศัยการรับประทานนั้น แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เนื่องจาก สาร oxytocin จะถูกทำลายอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่ทางเดินอาหาร
กระบวนการทางเคมีของการเกิดความไม่ไว้วางใจ (Chemistry of distrust)
ในระหว่างการติดตามผลการทดลองโดยเฉพาะในกลุ่มอาสาสมัครเพศชาย คณะผู้วิจัยพบว่า นอกจากกระบวนการทางเคมีในสมองที่ก่อให้เกิดความเชื่อใจแล้ว ยังมีอีกกระบวนการหนึ่งที่มีส่วนให้เกิดผลด้านตรงข้าม กล่าวคือ ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจด้วย
เมื่ออาสาสมัครหมายเลข2 ที่เป็นเพศชายเกิดความไม่ไว้วางใจ (ซึ่งแสดงออกให้เห็นได้โดยการโอนเงินกลับคืนให้กับอาสาสมัครหมายเลข1จำนวนน้อยกว่าที่ควร) พบว่ามีปริมาณ dihydrotestosterone (DHT) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของฮอร์โมน testosterone เพิ่มมากขึ้น โดยปริมาณที่เพิ่มขึ้นของสารดังกล่าวสอดคล้องโดยตรงกับความรุนแรงของความไม่ไว้วางใจและแนวโน้มที่จะเกิดการตอบโต้ต่อ สถานการณ์ดังกล่าวด้วยการเผชิญหน้า
ในส่วนของฝ่ายหญิงที่แม้จะมีความรู้สึกไม่พอใจต่อการไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น แต่ก็ไม่ได้มีการตอบโต้ต่อความรู้สึกไม่พอใจดังกล่าวด้วยการแสดงออกที่รุนแรงเหมือนในฝ่ายชาย ตัวอย่างของข้อสังเกตดังกล่าวเห็นได้จาก การที่อาสาสมัครหมายเลข 2 เพศชายที่ไม่ไว้วางใจต่อคู่ทดลองของตนส่วนใหญ่มักจะแสดงออกโดยการไม่โอนเงินคืนให้กับอาสาสมัครหมายเลข 1 เลย ในขณะที่กลุ่มอาสาสมัครหมายเลข 2 ที่เป็นเพศหญิงมีแนวโน้มที่จะแสดงออกถึงความไม่พอใจดังกล่าว โดยการโอนเงินคืนในจำนวนที่เท่ากับจำนวนจริงที่อาสาสมัครหมายเลข1ได้ทำการโอนมาให้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มผู้วิจัยยังไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวในโดยอาศัยหลักการทางสรีรวิทยาได้
การศึกษาการทำงานของสมองจากภาพถ่ายโดยเทคนิค functional MRI ของเหล่าอาสาสมัครขณะเข้าร่วมการทดลอง trust game แสดงให้เห็นว่า การเกิดความเชื่อใจของบุคคลนั้นมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการทำงานที่มากขึ้นของก้านสมองส่วน deep midbrain ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการตอบสนองต่อสาร dopamine และมีส่วนในการทำให้เกิดความรู้สึกเติมเต็ม (sense of reward) โดยการทำงานที่เพิ่มขึ้นของสมองส่วนดังกล่าวและความรู้สึกเติมเต็ม (sense of reward) ที่ได้รับหลังจากเกิดความเชื่อใจนี่เอง ถือเป็นเหตุผลสำคัญในการอธิบายปรากฏการณ์ที่อาสาสมัครหมายเลข2 มีความประสงค์ที่จะตอบแทนความไว้วางใจที่ตนได้รับ
ถึงแม้ว่าอาสาสมัครที่เข้าร่วมในการทดลองส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะสร้างความน่าไว้วางใจโดยการให้ผลตอบแทนกลับคืนแก่คู่ทดลองอีกฝ่าย แต่ก็มีจำนวน 2% ของอาสาสมัครที่พบว่ามีปริมาณ oxytocin ระดับสูงในร่างกาย แต่ไม่มีพฤติกรรมที่บ่งถึงการสร้างความน่าไว้วางใจเลย ซึ่งลักษณะดังกล่าวมีการแสดงออกโดยการเก็บเงินที่ได้รับโอนมาทั้งหมดไว้ จากข้อมูลข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า กลุ่มคนดังกล่าวมีความผิดปกติของ dopamine receptor ในสมอง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งในกรณีที่ receptor ดังกล่าวอยู่ผิดไปจากตำแหน่งปกติ หรือ มีความผิดปกติในการทำงานของตัว receptor เอง (receptor dysregulation)
ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นในอนาคต (Future insights)
ในปัจจุบัน หลายงานวิจัยที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสาร oxytocin และพฤติกรรมการเข้าสังคม พบว่า การให้สาร oxytocin จากภายนอกเพื่อทดแทนในผู้ป่วยออทิซึ่ม (autism) ไม่ทำให้พฤติกรรมการเข้าสังคมของผู้ป่วยกลุ่มนี้ดีขึ้น จากผลการทดลองข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ความผิดปกติทางพฤติกรรมการเข้าสังคมในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว น่าจะเป็นผลของความผิดปกติในระดับ receptor ของสาร oxytocin ภายในสมองมากกว่าที่จะมีผลจากระดับสาร oxytocin ที่ตำ กว่าปกติ
นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของสมองในบริเวณที่มีปริมาณของ oxytocin receptor มาก ซึ่งได้แก่ บริเวณ Amygdala, Nucleus accumbens, Hypothalamus และ Subgenual area of anterior cingulate อาจพบความผิดปกติทางพฤติกรรมการเข้าสังคมที่คล้ายคลึงกับที่พบในผู้ป่วยออทิซึ่ม (autism) ได้ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า ระบบการทำงานของสาร oxytocin ที่ผิดปกติน่าจะเป็นสาเหตุของความผิดปกติทางพฤติกรรมการเข้าสังคมที่เกิดขึ้นในโรคต่างๆ เช่น โรคจิตเภท (schizophrenia), โรคซึมเศร้า (depression), โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease), social anxiety disorder และ Huntington’s disease ซึ่งความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับกลไกการทำงานของสาร oxytocin ในสมองนี้ อาจนำไปสู่แนวทางใหม่ในการให้การรักษาความผิดปกติเหล่านี้ในอนาคต
บันทึกโพสใน Cognitive Process, Knowledge Facilitators Team, Knowledge Managment, Lesson Learned, My Bookmarks, Violence, network, nodework, team, teamwork, กระบวนการทางปัญญา, กระบวนทัศน์ใหม่, การจัดการความรู้, การให้, ข้อมูลข่าวสาร, คน, คนดี, ครอบครัว, ความจริง, ชุมชน, บทวิเคราะห์, ปัญญาธรรม, พฤติกรรม, พัฒนาสุขภาพชุมชน, ระบาดวิทยา, วิจัยและพัฒนา, สมรรถนะ, สมอง, สังคม, สัญญาณเตือนภัย, สัมพันธภาพ, สุขภาพชุมชน, หลักสูตร, เครื่องมือเขียน, เครื่องมือเรียน, เวบแนะนำ, โลก, ให้คำปรึกษา
แท็ก: ความเชื่อใจ, ประสาทชีววิทยา, neurobiology, Oxytocin, trust