ข่าว ศูนย์การศึกษาแพทย์แผนไทย มรภ.สงขลา

•ธันวาคม 12, 2008 • Leave a Comment

180-2

ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์

•พฤศจิกายน 14, 2008 • Leave a Comment

prapinang

     วันนี้ที่ มรภ.สงขลา เราได้ร้องเพลงประสานเสียงร่วมกันในช่วงเช้า เป็นเพลงที่ซาบซึ้ง ไพเราะ กินใจมาก เป็นเพลงที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในโอกาสการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ หลาย ๆ คนอาจไปร่วมพิธีด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป ซึ่งล้วนจงรักภักดี แต่หนึ่งในนั้น คือในฐานะสมาชิก พอ.สว.ที่ได้รับพระราชทานโอกาสจากพระองค์ท่านมาตลอด

เพลง ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์

ประพันธ์คำร้อง โดย นายนิติพงษ์ ห่อนาค
ประพันธ์ทำนอง โดย นายอภิไชย เย็นพูนสุข
ขับร้อง โดย นายธงไชย แมคอินไตย์

ถึงเวลาส่งนางฟ้ากลับสวรรค์
ที่แห่งนั้นงามดังฝันคู่ควรเทพธิดา
สู่สวรรค์ สู่ยังวิมานที่ปลายขอบฟ้า
ก้มกราบอำลา ด้วยน้ำตาอาลัย

ท่านลงมาจากบนฟ้าจากสวรรค์
เติมความฝัน ต่อชีวิตผู้คนทั้งใกล้ไกล
สุดเหนื่อยล้า อุทิศชีวา เพื่อคนที่ยากไร้
เป็นภาพในใจ ไม่ลืมทุกอย่างที่ท่านทำ
จากวันนี้ กลับสู่ฟ้าดังเดิม

และคงไม่มีภาพเดิม ที่เคยได้เห็นได้จำ
ไม่มีอีกแล้ว นางฟ้าองค์เดิม ท่องดินและถิ่นน้ำ
แต่ภาพทรงจำ ไม่มีวันเลือนลบหายไป
ถึงเวลาส่งนางฟ้ากลับสวรรค์

ที่แห่งนั้น งามดังฝันและดูสุดแสนไกล
ยามคิดถึง ให้คิดทำดี ร่วมมีร่วมจุดหมาย
นางฟ้าไกลไกล ท่านคงยังอยู่ข้างข้างเรา
นางฟ้าองค์เดิม ท่านคงยังอยู่ข้างข้างเรา

 

โดดเดี่ยว (Loneliness)

•ตุลาคม 12, 2008 • Leave a Comment

ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/beagle34/2900586875/

ยามเช้ามีตะวันทอแสง

ยามบ่ายแดดร้อนแรงแข่งไม้ขาว

ฟังเพลงรักลอยลมชมฟ้าพราว

ใจวับวาวเฝ้าดูหมู่เมฆา

ความผูกพันธ์ที่ผ่านนั้นเหมือนฝัน

ยามดึกนั้นอ่อนโรยใจโหยหา

ไออุ่นรักจากไปไม่หวนมา

กาลเวลาเลยล่วงบ่วงคงคลาย

เมื่อวันวานมีรักที่เป็นหนึ่ง

นั่งนึกถึงวันนี้ห่วงหนีหาย

มีเพียงเพลงบรรเลงมาอ่อนล้ากาย

เพลงสุดท้ายฝากไว้ก่อนก่อนไกลตา

บทกลอน… แต่งโดย plyfha  ที่ http://poem.deedeejang.com/category/5/6350-6350.html

ประสาทชีววิทยาของการเกิดความเชื่อใจ (The neurobiology of trust)

•ตุลาคม 11, 2008 • Leave a Comment

 

     แปลและเรียบเรียงจากบทความ “The neurobiology of trust” ผู้ประพันธ์ Paul J. Zak จากนิตยสาร Scientific American ฉบับเดือนมิถุนายน ค.ศ.2008 โดย จิตสุภา ตรีทิพย์สถิตย์ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก น่าสนใจในหลาย ๆ ประเด็นที่คิดว่าสมควรอย่างยิ่งที่จะต่อยอดจนเกิดประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง จึงขอนำมาเผยแพร่เพื่อผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป 

ประเด็นสำคัญ

     ความเชื่อใจ (Trust) มีความสำคัญต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันของคนในสังคม ในการหาคำตอบของปัญหาที่ว่ามนุษย์ใช้กลไกใดในการตัดสินใจเพื่อสร้างความไว้วางใจต่อคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักหรือหุ้นส่วนสำคัญทางธุรกิจ สามารถทำได้โดยอาศัยรูปแบบการทดลองที่เรียกว่า “trust game” จากการทดลองดังกล่าว พบว่า ฮอร์โมน และสารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า oxytocin มีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อใจ โดยทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทที่กระตุ้นให้เกิดความเชื่อใจเมื่อบุคคลรับรู้ว่าคนแปลกหน้าที่พบไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตน ความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับหน้าที่ของ oxytocin และปฏิสัมพันธ์ของสารดังกล่าวกับสารสื่อประสาทสำคัญอื่นๆ อาจนำไปสู่ความเข้าใจถึงสาเหตุและกลไกของการเกิดโรคหลายชนิดซึ่งผู้ป่วยมีความผิดปกติในการเข้าสังคม เช่น โรคออทิซึ่ม (autism) สังคมมนุษย์มีความแตกต่างอย่างมากจากสังคมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น เนื่องจาก มนุษย์เราจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนมากหน้าหลายตาอยู่เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตประจำวันอยู่กับคนแปลกหน้า

     ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้ริเริ่มทำการค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงานของสมองที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดความเชื่อใจ จากการต่อยอดงานวิจัยก่อนหน้านี้ ทำให้ผู้ประพันธ์ (Paul J. Zak) และคณะค้นพบว่า สารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า oxytocin มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจของมนุษย์ โดยการค้นพบดังกล่าวอาจเป็นกุญแจนำไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางการรักษาโรค หรือความผิดปกติหลายชนิดที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมตามปกติได้

การค้นหาความเชื่อใจ (Searching for trust) 

     จุดเริ่มต้นของการวิจัยครั้งนี้เริ่มมาจากงานวิจัยของ Stephen Knack นักเศรษฐศาสตร์จากกลุ่มวิจัยเพื่อการพัฒนา ธนาคารโลก (World Bank’s Developmental Research Group) และผู้ประพันธ์ (Paul J. Zak) ที่ทำในปีค.ศ. 1998 เพื่อหาสาเหตุของความแตกต่างในการสร้างความเชื่อใจในกลุ่มคนชนชาติต่างๆ ผลจากงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า ตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อใจ คือ ความมั่งคั่งของแต่ละชาติ โดยชนชาติที่มีแนวโน้มที่จะแสดงความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจมักเป็นชาติที่มีฐานะทางเศรษฐกิจยากจน สาเหตุอาจเนื่องมาจาก เมื่อขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกันแล้ว ทำให้กลุ่มคนนั้นๆไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์เพื่อสร้างระบบการลงทุนระยะยาว ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างงานและเพิ่มรายได้ และท้ายสุดจะลงท้ายด้วยความยากจนจากผลการวิจัยดังกล่าว ทำให้ผู้ประพันธ์สนใจศึกษาเพิ่มเติมถึงสาเหตุและตัวแปรสำคัญอื่นๆที่อาจมีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อใจของบุคคล นอกจากนี้ ผู้ประพันธ์ยังเชื่อว่า การค้นพบข้อมูลดังกล่าวอาจนำไปสู่การออกแบบระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเอื้อต่อการเกิดความเชื่อใจระหว่างบุคคล และลดความยากจนได้

     การวิจัยในสัตว์ทดลอง ชี้ให้เห็นว่า สาร oxytocin น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเกิดพฤติกรรมที่เป็นผลจากความเชื่อใจในกลุ่มสัตว์ทดลอง โดยสารดังกล่าวจัดเป็นสารสื่อประสาทในกลุ่มสายโปรตีนขนาดสั้น (short protein) หรือ เปปไทด์ (peptide) ซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนเพียง 9 ตัว ที่สร้างจากสมอง นอกจากนี้ สาร Oxytocin ยังอาจถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปมีผลต่ออวัยวะอื่นๆ หรืออาจกล่าวได้ว่าทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งได้ ณ ปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่า ในมนุษย์ สาร oxytocin มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการหลั่งน้ำนมและการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร อย่างไรก็ตาม การติดตามเพื่อตรวจสอบผลรองด้านอื่นๆของ oxytocin ยังไม่สามารถทำได้อย่างแม่นยำ เนื่องจาก ปริมาณของ Oxytocin ในกระแสเลือดมีปริมาณน้อยมากและสารดังกล่าวมีการสลายตัวอย่างรวดเร็วนักชีววิทยาที่ศึกษาเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการ ค้นพบสาร vasotocin ในปลาที่อาศัยอยู่ในยุคโบราณเมื่อ 100 ล้านปีก่อน โดยสารดังกล่าวมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดการผสมพันธุ์ เนื่องจาก ไปออกฤทธิ์ช่วยลดความตื่นกลัวของปลาตัวเมียต่อการเข้าประชิดของปลาตัวผู้ในช่วงที่มีการตกไข่ ซึ่งจากปรากฏการณ์นี้เอง ทำให้นักชีววิทยาตั้งสมมติฐานว่า การที่กลไกที่ช่วยลดความตื่นกลัวของปลาตัวเมียในช่วงที่มีการตกไข่ มีวิวัฒนาการมากขึ้น อาจเป็นผลมาจากประโยชน์ที่ได้รับจากการผสมพันธุ์นั้นมีมากกว่าอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ปลาตัวอื่นเข้ามาประชิดตัว

     ในส่วนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สาร vasotocin มีวิวัฒนาการไปเป็นสารเปปไทด์ที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกัน 2 ชนิด ได้แก่ oxytocin และ arginine vasopressin จากการศึกษาในสัตว์ทดลองชนิดฟันแทะ (rodents) หลายการศึกษา พบว่า สาร oxytocin ทำให้เกิดพฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกของสัตว์ทดลองตัวเมียนอกจากนี้ ตำแหน่งที่อยู่ของ oxytocin receptor ในสมองยัง มีผลต่อการเกิดพฤติกรรมการรวมกลุ่มและการสนใจดูแลลูกของสัตว์ทดลองตัวผู้อีกด้วย

เกมทดสอบความเชื่อใจ (The trust game)

     ในการทดสอบพฤติกรรมที่เกิดจากความเชื่อใจในมนุษย์ สามารถทำได้โดยอาศัยรูปแบบการทดลองที่เรียกว่า “trust game” ซึ่งคิดค้นโดยนักเศรษฐศาสตร์เชิงการวิจัย 3 ท่าน ได้แก่ Joyce Berg จากมหาวิทยาลัย Iowa, John Dickhaut และ Kevin McCabe จากมหาวิทยาลัย Minnesota รูปแบบของการทดลองในการศึกษานี้เป็นการประยุกต์มาจาก trust game ซึ่งส่วนประกอบของการทดลองแต่ละครั้ง ประกอบด้วย อาสาสมัคร 2 คน ที่ได้รับทราบถึงกฎกติกาของการทดลองทุกประการและไม่มีการติดต่อกันแบบเผชิญหน้า นอกจากนี้ ยังมีการให้ค่าตอบแทนแก่อาสาสมัครคนละ 10 ดอลล่าห์สหรัฐฯ โดยมีการบันทึกจำนวนเงินดังกล่าวไว้ในบัญชีคอมพิวเตอร์ ในส่วนของการดำเนินงานวิจัยนั้นเป็นไปตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

          1. อาสาสมัครหมายเลข 1 สามารถตัดสินใจได้โดยอิสระในการโอนเงินบางส่วนหรือทั้งหมดของจำนวน 10 ดอลล่าห์สหรัฐฯให้กับอาสาสมัครหมายเลข 2

          2. หากมีการโอนเงินเกิดขึ้น จำนวนเงินดังกล่าวจะถูกเพิ่มมูลค่าเป็น 3 เท่าและถูกโอนไปยังบัญชีอาสาสมัครหมายเลข 2

          3. การทดลองสิ้นสุดที่การตัดสินใจของอาสาสมัครหมายเลข 2 ว่าจะโอนเงินกลับคืนให้กับอาสาสมัครหมายเลข1หรือไม่ 

     จำนวนเงินที่โอนในแต่ละขั้นตอนของการทดลองจะถูกเก็บเป็นความลับ และทันทีที่อาสาสมัครแต่ละคนได้ทำการตัดสินใจเพื่อโอนหรือไม่โอนเงิน จะมีการเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อนำไปวัดระดับสาร oxytocin ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นไปตามหลักการ ดังนี้

          1. ระดับความเชื่อใจของอาสาสมัครหมายเลข 1 สามารถประเมินได้จากจำนวนเงินที่ทำการโอนให้กับอาสาสมัครหมายเลข 2

          2. พฤติกรรมที่บ่งถึงความน่าไว้วางใจของอาสาสมัครหมายเลข 2 สามารถประเมินได้จากจำนวนเงินที่เขาโอนคืนให้กับอาสาสมัครหมายเลข 1

การแปลผลจากเกม (Interpreting the game)

     จากการทดลองข้างต้น พบว่า ประมาณ 85% ของผู้ที่ได้รับบทบาทอาสาสมัครหมายเลข1 ตัดสินใจโอนเงินบางส่วนให้กับอาสาสมัครหมายเลข 2 ในส่วนของอาสาสมัครหมายเลข 2 นั้น พบว่า 98% ของคนกลุ่มดังกล่าวตัดสินใจโอนเงินบางส่วนคืนให้กับอาสาสมัครหมายเลข 1 นอกจากนี้ ยังมีอีกสิ่งซึ่งน่าสนใจ กล่าวคือ อาสาสมัครส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจโอนเงินให้กับคู่ทดลองอีกฝ่ายไม่สามารถอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจแสดงพฤติกรรมดังกล่าวได้

     นอกเหนือจากผลการทดลองดังกล่าวแล้ว คณะวิจัยยังพบว่ามีการสร้างสาร oxytocin ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มอาสาสมัคร หมายเลข 2 ที่ได้รับโอนเงินจากคู่ทดลอง โดยระดับสาร oxytocinที่เพิ่มขึ้นมีความสัมพันธ์ที่เป็นไปในทางเดียวกันกับปริมาณเงินที่เขาได้รับ กล่าวคือ ยิ่งอาสาสมัครดังกล่าวได้รับเงินโอนจำนวนมาก ระดับสาร oxytocinที่ตรวจพบจากอาสาสมัครกลุ่มนั้นก็ยิ่งสูง ซึ่งไม่พบลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าวในกลุ่มมทดลองซึ่งได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีอย่างสุ่มโดยคณะผู้ทำการวิจัยเมื่อมองในทางกลับ กลุ่มผู้วิจัยพบว่า กลุ่มอาสาสมัครหมายเลข 2 ที่มีระดับ oxytocin ในเลือดสูงจะมีระดับความน่าไว้วางใจมาก กล่าวคือ ในกลุ่มนี้มีแนวโน้มสูงที่จะโอนเงินกลับให้อาสาสมัครหมายเลข 1 ในจำนวนที่มากกว่า ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจแปลผลได้ว่า การที่บุคคลได้รับความเชื่อใจจากบุคคลอื่นจะทำให้บุคคลนั้นมีความรู้สึกที่ดีต่อบุคคลแปลกหน้านั้น

     คำอธิบายในแง่วิวัฒนาการที่เป็นไปได้ต่อผลการทดลองข้างต้น คือ มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ต้องการระยะเวลาในการเจริญเติบโตทางอารมณ์นานกว่าเผ่าพันธุ์อื่นที่มีวิวัฒนาการใกล้เคียงกัน เช่น ลิงชิมแปนซี นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาตามกฎการคัดเลือกของธรรมชาติ (natural selection) ยังพบว่า ผู้ที่มีความเชื่อใจและสามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้อื่นได้ มีแนวโน้มที่จะอยู่รอดในสังคมมากกว่า โดยลักษณะดังกล่าวอาจขยายผลไปยังความรู้สึกผูกพันกับสัตว์เลี้ยง สถานที่ หรือแม้แต่สิ่งของได้การเพิ่มความเชื่อใจโดยอาศัยอุปกรณ์เสริม (Boosting trust artificially)

     จากการทดลองโดยอาศัยรูปแบบของ trust game นี้ พบว่า ปริมาณที่เพิ่มขึ้นของ oxytocin เท่านั้นที่มีผลต่อการเกิดความเชื่อใจและความน่าไว้วางใจ ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงตั้งสมมติฐานเพิ่มเติมว่า “จะเกิดอะไรขึ้นหากเราเพิ่มปริมาณ oxytocin ในร่างกายจากภายนอก” และเพื่อหาคำตอบต่อสมมติฐานดังกล่าว ผู้ประพันธ์ (Paul J. Zak) และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัย Zurich ซึ่งนำโดยนักเศรษฐศาสตร์ Ernst Fehr จึงได้ทำการทดลองเพิ่มเติม โดยให้อาสาสมัครชาย 200 คน สูดดมสาร oxytocin ทางจมูก (เพื่อให้ตัวยาเข้าสู่สมองโดยตรง) และเปรียบเทียบพฤติกรรมที่เกิดในกลุ่มดังกล่าวกับ อาสาสมัครอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้รับสาร oxytocinจากการศึกษาเพิ่มเติมข้างต้น พบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ได้สูดดมสาร oxytocin มีแนวโน้มที่จะโอนเงินให้กับคู่ทดลองของตนเป็นจำนวนมากกว่ากลุ่มควบคุมถึง 17 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ การเพิ่มขนาดของสาร oxytocin เป็น 2 เท่า จะมีผลให้เกิดพฤติกรรมที่แสดงถึงความเชื่อใจในระดับสูงสุด กล่าวคือ มีการโอนเงินทั้งหมดให้กับคู่ทดลองของตน ซึ่งจากผลข้างต้น อาจสรุปได้ว่า การเพิ่มขึ้นของสาร oxytocinในสมองมีผลต่อการลดความกังวลที่เกิดตามธรรมชาติของบุคคลต่อบุคคลแปลกหน้า อย่างไรก็ตาม ข้อน่าสังเกตอีกอย่างจากการทดลองนี้คือ การไม่พบพฤติกรรมที่แสดงถึงความเชื่อใจในอาสาสมัครที่ได้รับสาร oxytocin ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของระดับ oxytocin ยังไม่สามารถมีอิทธิพลเหนือความหวาดระแวงต่อคนแปลกหน้าในคนบางกลุ่มได้

     ทางกลุ่มผู้วิจัยได้ออกมาชี้แจงว่า การเพิ่มปริมาณ oxytocin ในร่างกายจากภายนอก เช่น จากการสูดดม ไม่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความเชื่อใจในระดับที่มากกว่าในภาวะปกติ กล่าวคือ การได้รับสารใจและกระทำตามที่ผู้อื่นสั่งได้โดยไม่มีการยั้งคิด นอกจากนี้ การหวังที่จะเพิ่มปริมาณ oxytocin ในร่างกาย โดยอาศัยการรับประทานนั้น แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เนื่องจาก สาร oxytocin จะถูกทำลายอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่ทางเดินอาหาร

กระบวนการทางเคมีของการเกิดความไม่ไว้วางใจ (Chemistry of distrust)

     ในระหว่างการติดตามผลการทดลองโดยเฉพาะในกลุ่มอาสาสมัครเพศชาย คณะผู้วิจัยพบว่า นอกจากกระบวนการทางเคมีในสมองที่ก่อให้เกิดความเชื่อใจแล้ว ยังมีอีกกระบวนการหนึ่งที่มีส่วนให้เกิดผลด้านตรงข้าม กล่าวคือ ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจด้วย

     เมื่ออาสาสมัครหมายเลข2 ที่เป็นเพศชายเกิดความไม่ไว้วางใจ (ซึ่งแสดงออกให้เห็นได้โดยการโอนเงินกลับคืนให้กับอาสาสมัครหมายเลข1จำนวนน้อยกว่าที่ควร) พบว่ามีปริมาณ dihydrotestosterone (DHT) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของฮอร์โมน testosterone เพิ่มมากขึ้น โดยปริมาณที่เพิ่มขึ้นของสารดังกล่าวสอดคล้องโดยตรงกับความรุนแรงของความไม่ไว้วางใจและแนวโน้มที่จะเกิดการตอบโต้ต่อ สถานการณ์ดังกล่าวด้วยการเผชิญหน้า

     ในส่วนของฝ่ายหญิงที่แม้จะมีความรู้สึกไม่พอใจต่อการไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น แต่ก็ไม่ได้มีการตอบโต้ต่อความรู้สึกไม่พอใจดังกล่าวด้วยการแสดงออกที่รุนแรงเหมือนในฝ่ายชาย ตัวอย่างของข้อสังเกตดังกล่าวเห็นได้จาก การที่อาสาสมัครหมายเลข 2 เพศชายที่ไม่ไว้วางใจต่อคู่ทดลองของตนส่วนใหญ่มักจะแสดงออกโดยการไม่โอนเงินคืนให้กับอาสาสมัครหมายเลข 1 เลย ในขณะที่กลุ่มอาสาสมัครหมายเลข 2 ที่เป็นเพศหญิงมีแนวโน้มที่จะแสดงออกถึงความไม่พอใจดังกล่าว โดยการโอนเงินคืนในจำนวนที่เท่ากับจำนวนจริงที่อาสาสมัครหมายเลข1ได้ทำการโอนมาให้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มผู้วิจัยยังไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวในโดยอาศัยหลักการทางสรีรวิทยาได้

     การศึกษาการทำงานของสมองจากภาพถ่ายโดยเทคนิค functional MRI ของเหล่าอาสาสมัครขณะเข้าร่วมการทดลอง trust game แสดงให้เห็นว่า การเกิดความเชื่อใจของบุคคลนั้นมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการทำงานที่มากขึ้นของก้านสมองส่วน deep midbrain ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการตอบสนองต่อสาร dopamine และมีส่วนในการทำให้เกิดความรู้สึกเติมเต็ม (sense of reward) โดยการทำงานที่เพิ่มขึ้นของสมองส่วนดังกล่าวและความรู้สึกเติมเต็ม (sense of reward) ที่ได้รับหลังจากเกิดความเชื่อใจนี่เอง ถือเป็นเหตุผลสำคัญในการอธิบายปรากฏการณ์ที่อาสาสมัครหมายเลข2 มีความประสงค์ที่จะตอบแทนความไว้วางใจที่ตนได้รับ

     ถึงแม้ว่าอาสาสมัครที่เข้าร่วมในการทดลองส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะสร้างความน่าไว้วางใจโดยการให้ผลตอบแทนกลับคืนแก่คู่ทดลองอีกฝ่าย แต่ก็มีจำนวน 2% ของอาสาสมัครที่พบว่ามีปริมาณ oxytocin ระดับสูงในร่างกาย แต่ไม่มีพฤติกรรมที่บ่งถึงการสร้างความน่าไว้วางใจเลย ซึ่งลักษณะดังกล่าวมีการแสดงออกโดยการเก็บเงินที่ได้รับโอนมาทั้งหมดไว้ จากข้อมูลข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า กลุ่มคนดังกล่าวมีความผิดปกติของ dopamine receptor ในสมอง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งในกรณีที่ receptor ดังกล่าวอยู่ผิดไปจากตำแหน่งปกติ หรือ มีความผิดปกติในการทำงานของตัว receptor เอง (receptor dysregulation)

ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นในอนาคต (Future insights)

     ในปัจจุบัน หลายงานวิจัยที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสาร oxytocin และพฤติกรรมการเข้าสังคม พบว่า การให้สาร oxytocin จากภายนอกเพื่อทดแทนในผู้ป่วยออทิซึ่ม (autism) ไม่ทำให้พฤติกรรมการเข้าสังคมของผู้ป่วยกลุ่มนี้ดีขึ้น จากผลการทดลองข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ความผิดปกติทางพฤติกรรมการเข้าสังคมในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว น่าจะเป็นผลของความผิดปกติในระดับ receptor ของสาร oxytocin ภายในสมองมากกว่าที่จะมีผลจากระดับสาร oxytocin ที่ตำ กว่าปกติ

     นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของสมองในบริเวณที่มีปริมาณของ oxytocin receptor มาก ซึ่งได้แก่ บริเวณ Amygdala, Nucleus accumbens, Hypothalamus และ Subgenual area of anterior cingulate อาจพบความผิดปกติทางพฤติกรรมการเข้าสังคมที่คล้ายคลึงกับที่พบในผู้ป่วยออทิซึ่ม (autism) ได้ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า ระบบการทำงานของสาร oxytocin ที่ผิดปกติน่าจะเป็นสาเหตุของความผิดปกติทางพฤติกรรมการเข้าสังคมที่เกิดขึ้นในโรคต่างๆ เช่น โรคจิตเภท (schizophrenia), โรคซึมเศร้า (depression), โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease), social anxiety disorder และ Huntington’s disease ซึ่งความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับกลไกการทำงานของสาร oxytocin ในสมองนี้ อาจนำไปสู่แนวทางใหม่ในการให้การรักษาความผิดปกติเหล่านี้ในอนาคต

โนเบล สาขาสันติภาพ 2551 (The Nobel Peace Prize 2008)

•ตุลาคม 10, 2008 • Leave a Comment

     “for his important efforts, on several continents and over more than three decades, to resolve international conflicts”

 

Martti Ahtisaari
Finland

http://nobelprize.org/nobel_prizes/peace/laureates/2008/index.html

เกมส์แข่งกันเข้าที่สอง (ชนะ)

•ตุลาคม 5, 2008 • Leave a Comment

     “ที่สอง…ชนะ”  เป็นหัวข้อเมล์ที่ได้รับจาก icetea2314 (at) gmail.com โดยมีเนื้อความว่า 

          หลายเดือนก่อนน้องคนหนึ่งส่งเทปมาให้ผม 2 ม้วน เป็นเทปที่อัดจากการพูดคุยของศุ บุญเลี้ยง กับแฟนๆของเขาในงานสัมนางานหนึ่ง ผมเปิดฟังทันทีด้วยความเพลิดเพลินในมุมมองและความคิดของชายหนุ่มที่ไฟความฝันไม่ เคยมอดคนนี้ ผมรู้ว่ากิจกรรมอย่างหนึ่งในชีวิตที่ศุ บุญเลี้ยงชอบมากและเต็มใจที่จะทำอยู่เสมอ นั่นก็คือ การทำค่าย ไม่ว่าจะเป็นค่ายเด็ก หรือค่ายคนพิการ (หรือค่ายเด็กพิการ) 

          ในเทปมีคำพูดของเขาอยู่ตอนหนึ่งที่ผมฟังแล้วชอบมาก ศุเล่าว่าครั้งหนึ่งเขาพาเด็กไปเข้าค่าย แล้วเขาให้เด็กวิ่งแข่งกัน แต่กติกาคือ ใครเข้าเส้นชัยเป็นที่สอง-ชนะ ชายหนุ่มเล่าว่า ผลที่เกิดขึ้นก็คือ แทนที่จะเอาชนะกันด้วยการเป็นคนที่เร็วที่สุดที่เข้าเส้นชัย ก ๆ กลับวิ่งแข่งกันอย่างสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นอย่างร่าเริง ในหมู่ผู้แข่งขันที่ไม่ต้องการเป็นที่หนึ่ง 

          ในชีวิตที่ผ่านมา บ่อยครั้งผมคิดว่า เราถูกปลูกฝังให้เอาชนะคะคานเพื่อขึ้นสู่การเป็นเลิศกันมาตลอด เราอยากเรียนให้ได้คะแนนดีที่สุด เราอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด เราอยากเป็นคนทำงานที่เก่งที่สุด เพื่อให้เจ้านายเห็นว่าเราเยี่ยมที่สุดในบริษัทเราอยากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ฯลฯ และเมื่อตั้งเป้าอย่างนี้แล้ว เราจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุจุดหมาย โดยบ่อยครั้งที่เราหลงลืม หรือจงใจมองข้ามมันไปว่าเราได้ทำร้ายใครบ้างหรือเปล่า ผมไม่ได้ว่า การแข่งขันเป็นสิ่งที่เลวร้าย มีความดีอยู่บ้างในตัวของมันครับ อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่เป็นคนเอื่อยเฉื่อย เดินหายใจไปวัน ๆ 

           ผมเพียงอยากให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคน ได้หยุดคิดสักนิดว่า เราสามารถที่จะแข่งขันกันโดยไม่ต้องขัดขา ผลักหลัง หรือแอบเหยียบเท้าฝ่ายตรงข้ามได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้ ผมคิดว่าได้ครับ เราสามารถช่วยกันสร้างให้เกิดการแข่งขันอันเปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีได้ แต่เรื่องสวยๆ อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็เมื่อเราทุกคนคิดว่า ใครเข้าที่สอง..ชนะ

     ขอบคุณที่ส่งเมล์ดี ๆ มาให้ ได้ส่งต่อและนำมาฝากไว้ให้ใครต่อใครที่ได้ผ่านมาได้อ่านตรงนี้ด้วย อ่านแล้วขอให้นึกขอบคุณคนที่เกี่ยงข้องทั้งหมดด้วยแล้วกันนะครับสำหรับเรื่องเล่าดี ๆ แบบนี้

เก็บจากข่าวมาวนเป็นคำถามต่อสังคม

•ตุลาคม 5, 2008 • Leave a Comment

     จากรายงานข่าวโดยข่าวสดออนไลน์ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม 2551 “ผงะสถานการณ์วัยรุ่นไทยนิยมคู่นอน2คนขึ้นไป”  โดยมีรายละเอียดข่าวว่า…

          วันที่ 1 ต.ค. สำนักส่งเสริมและพิทักษ์เยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สรุปรายงานสถานการณ์เด็กและเยาวชน ประจำปี 2549-2550 ใจความส่วนหนึ่งระบุว่า วัยรุ่นไทยมีการตั้งครรภ์สูงขึ้น โดยมีแนวโน้มตั้งครรภ์ก่อนวัยอันสมควรคืออายุต่ำกว่า 20 ปีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อสุขภาพเด็กที่เกิด และพบมีภาวะโรคโลหิตจางของเด็กจากการขาดธาตุเหล็กตามมา เด็กวัยรุ่นยังมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ และติดเชื้อเอดส์ทางเพศสัมพันธ์สูงขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้เตรียมความพร้อม น่าห่วงแนวโน้มของการเจ็บป่วยและตายด้วยโรคเอดส์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อัตราป่วยเอดส์ในกลุ่มหญิงวัยรุ่น มีอัตราสูงกว่าวัยรุ่นชายหรือเท่ากับวัยรุ่นชาย โดยกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15– 24 ปี มีแนวโน้มของปัจจัยเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์สูงมาก 

          ด้านค่านิยม วัฒนธรรม จริยธรรมและศาสนา พบพฤติกรรมการบริโภคนิยมสูง จากการสำรวจความคิดเห็นของวัยรุ่น อายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่าวัยรุ่นสมัยนี้มีค่านิยมใช้โทรศัพท์มือถือ คลั่งไคล้ดารา นักร้อง รองลงมา ชอบเล่นอินเตอร์เน็ต หรือติดเกม ชอบอิสระ ชอบเที่ยวเตร่ ชอบตามใจตนเอง ชอบนอนดึกตื่นสาย ชอบเลียนแบบ แต่ยังมีวัยรุ่นส่วนหนึ่งมีความเชื่อมั่นในตนเอง ชอบสร้างสรรค์ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และทำประโยชน์ให้กับสังคม

          “ค่านิยมเรื่องเพศของวัยรุ่นมีพฤติกรรมทางเพศเสี่ยง โดยวัยรุ่นนิยมมีคู่นอนประจำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และที่น่าเป็นห่วงคือ ในกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ใช้เวลาสานสัมพันธ์ไม่เกิน 1 วันก็จะตกลงปลงใจมีเพศสัมพันธ์ด้วย ซึ่งในจำนวนนี้เคยมีกิจกรรมทางเพศพร้อมกันมากกว่า 2 คนขึ้นไปโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือใช้เพียงบางครั้ง โดยนักเรียนชายมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก อายุเฉลี่ย 15 ปี ส่วนอายุต่ำสุด 9 ปี สูงสุด 19 ปี และนักเรียนหญิงมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก อายุเฉลี่ย 16 ปี อายุต่ำสุด 10 ปี สูงสุด 19 ปี” รายงานสถานการณ์เด็กและเยาวชน ประจำปี 2549-2550 ระบุ

     จากเนื้อความข่าว เกิดคำถามที่ต้องโยนกลับไปถามสังคมอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้นกับค่านิยมนี้ สิ่งนี้เป็นสิ้งใหม่ หรือเพียงข้อมูลใหม่ที่ได้มีการนำเสนอออกสู่สังคมอย่างเป็นระบบ หรือเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในข้อความข่าวเป็นการสำรวจ เป็นปรากฎการณ์ ซึ่งเราอาจจะยังต้องการคำตอบแบบลึก ๆ อีกหลายคำตอบ เพื่อตอบคำถามที่ลึกซึ้ง ใครหลายคนคงต้องการคำถามวิจัย ในข้อความข่าวนี้มีคำถามวิจัยเยอะมากที่ต้องการคำตอบอยู่

E-Book ของ สกศ.

•ตุลาคม 3, 2008 • Leave a Comment

     สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมเปิดโลกกว้างสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ นำเสนอสิ่งพิมพ์เล่มเต็มมากกว่า 400 เล่ม ในรูปของไฟล์ PDF เช่น นโยบายและแผน (15) ศาสนา (10) การเรียนรู้ (51) การศึกษาขั้นพื้นฐาน (5) การอุดมศึกษา (30) มาตรฐานและการประกันคุณภาพ (4) ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา (20) การศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ (25) วิจัยและประเมินผล (10) รายงานการศึกษา (18) กฎหมายการศึกษา (8) ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา (32) การศึกษาปฐมวัย (15) อาชีวและฝึกอบรม (9) การบริหารและการศึกษา (39) ครูและบุคลากรทางการศึกษา (95) เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (18) วิทยาศาสตร์ศึกษา (13) เรียนรู้ตลอดชีวิต (14) สถิติการศึกษา (4) และ อื่น ๆ (2)

พิษของเมลามีน (Toxicology of melamine)

•ตุลาคม 2, 2008 • Leave a Comment

 

     ได้รับเมล์นี้ “พิษของเ มลามีน (toxicology of melamine)” จากการส่งข้อมูลข่าวสารกันต่อ ๆ มา ในแวดวงนักสาธารณสุข เห็นว่าเป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวมสมควรที่จะเผยแพร่ให้ได้ทราบและรู้เท่าทันกระแสข่าวในสังคม จึงนำมาบอกกล่าวเล่าต่อกันไว้ที่นี่นะครับ เป็นเอกสารที่แปลโดย คุณบวรวรรณ ดิเรกโภค กลุ่มงานเฝ้าระวังสอบสวนทางระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ครับ

     อีกครั้งครับที่ยืนยันว่าธรรมชาติและการอยู่ร่วมอย่างไม่เบียดเบียนกันมากนักจนเกินพอดี เป็นเรื่องที่ดีที่สุด

Common Sense

•กันยายน 28, 2008 • Leave a Comment

ได้อ่านงานเขียนชิ้นนี้แล้วถูกใจมาก เลยนำมาเก็บไว้และใช้อ้างอิงในอนาคต 

     นำมาจากที่นี่ครับ http://www.digitalworldafrica.org/2008/09/is-common-sense-really-common.html

     Is Common Sense Really Common!!!

     If one were to look up the dictionary to see what Common sense meant we would find this – Common Sense (or, when used attributively as an adjective, commonsense, common-sense, or commonsensical), based on a strict construction of the term, consists of what people in common would agree on: that which they “sense” (in common) as their common natural understanding.(Thanks Wiki for this wonderfully laid out explanation…)

     I was just reading a collection of quotations of one famous American writer ralph waldo emerson when i came across this-”Nothing astonishes men so much as common sense and plain dealing”. this made me think how can something that astonishes you be common!!!

     i started wondering how do you categorize something as common…everyone is very different in our own way…whats easy and routine for one might not be the same for someone else….if you put some thought into it we can find everyday things which is not the same for two people. when i think of this am reminded of a good old joke that i heard back during my school days(Gosh am talking 1990’s wayyyy back!!!)so here it is…don’t forget to laugh once am done ok…aaaahh don start laughing already i havnt started yet….so the joke goes something like this….

     A Company which manufactures Washing detergents based in mera bharath mahan thought of introducing the product in arabic country. they developed a poster for the ad campaign which went something like this… “scene 1… A guy holds a dirty shirt….scene 2…the person displays the company’s detergent pours it into the a bucket and adds in some water…wallah instant foam…the person dips the shirt into the bucket full…scene 3…a sparkling white shirt…” the marketing team was excited about the product launch.everyone was expecting the sales to sky rocket…but alas when the first month sales report came in everyone jaw dropped….the company hadnt sold a single packet… people were confused as to what could be wrong…then one day when the boss was thinking about his ad campaign at home…his servant suddenly let out a loud shreek…shocked he asked him what is the issue….to which the servant said who in the right mind would make a product which turns white shirt into a dirty one….it was then it hit the boss that in that country people read from right to left….so the ad got projected as ” a guy takes a white shirt…pours some of the company liquid and then wallah u have a dirty shirt” no wonder the company dint sell a single packet!!! ( OK now its about time you laugh!!!)

     I recently saw a another good demonstration of the profound change in something which appears common but in actuality is least bit common…it is what is called reversal of picture layout. intrigued read on…

     A friend had created a picture with a menacing wolf staring at a small child – both on the left of the picture with a nature landscape scene spreading across the picture. To my mind, a much more dramatic effect resulted by flipping this scene horizontally so that the viewer first sees this very tranquil, sunny landscape and then is jarred by the sight of this impending attack on a small innocent child.

     Of course the artist was not intending to make a comment about how savage things happen in the most innocent of places, his idea was something different than what i had thought of.

     Its probably because of my personal perceptions that what is common may not be that common ….so how does one define if indeed one wants to sit and define “common”!!!

     Ponder on this while i take a break…shall try to give my end of the deal pretty soon!!!!

     POSTED BY SARAVANAN AT 11:38 AM ที่ http://www.digitalworldafrica.org/2008/09/is-common-sense-really-common.html

     ติดตามอ่านเรื่องอื่น ๆ ของเขาได้ที่ http://www.digitalworldafrica.org